ถึงเวลาถือรอ หรือชะลอซื้อ? เมื่อเงินทุนเริ่มไหลออกจากทองคำ
ฮั่วเซ่งเฮงชี้ “ทองคำ” ยังอยู่ในเกมโลกไม่แน่นอน หวั่นซ้ำรอยเดือนมีนาคม แรงซื้อยังมีแต่เงินทุนเริ่มระวัง
ฮั่วเซ่งเฮงประเมิน ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวภายใต้ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังตลาดมองว่ากรอบเวลา 60 วันของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวสิ้นสุดลง ขณะที่อิหร่านกลับมาประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทำให้ความเสี่ยงจากการเผชิญหน้าและการตอบโต้ระหว่างสองฝ่ายกลับมาเป็นปัจจัยที่นักลงทุนจับตา
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดกังวลว่าอาจเกิดภาพซ้ำรอยเดือนมีนาคม
ซึ่งราคาทองคำโลกปรับฐานลงแรง แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อยู่ในระดับสูง หลังความไม่แน่นอนต่อเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซผลักดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเพิ่มความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้น จนทำให้อัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด
ทั้งนี้ ราคาทองคำไม่ได้ปรับตัวขึ้นตามความเสี่ยงจากสงครามเสมอไป เพราะตลาดยังประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์ควบคู่กัน หากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นจนเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ตลาดอาจมองว่าเฟดจำเป็นต้องคงนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันทองคำในระยะสั้น
Gold ETF แรงซื้อชะลอ นักลงทุนเริ่มระวัง
ฮั่วเซ่งเฮงระบุว่า ความต้องการทองคำจากนักลงทุนแต่ละกลุ่มเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจน โดยเงินลงทุนผ่านกองทุน Gold ETF สะท้อนความระมัดระวังในระยะสั้น ขณะที่ธนาคารกลางหลายประเทศยังเดินหน้าเพิ่มทองคำเข้าสู่ทุนสำรอง เพื่อกระจายความเสี่ยงระยะยาว
ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า เดือนมิถุนายน 2569 กองทุน Gold ETF ทั่วโลกมีเงินไหลออกสุทธิ 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเงินไหลออกจากทุกภูมิภาค โดยอเมริกาเหนือมีเงินไหลออกมากที่สุด 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ปริมาณทองคำที่กองทุนถือครองลดลง 74 ตัน เหลือ 4,047 ตัน และมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) ลดลง 13% จากเดือนก่อนหน้า เหลือประมาณ 526,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม การลดลงของ AUM ไม่ได้หมายความว่าเงินลงทุนถูกถอนออกทั้งหมด เนื่องจากมูลค่า AUM เปลี่ยนแปลงตามทั้งกระแสเงินทุนและราคาทองคำ โดยในช่วงครึ่งปีแรก Gold ETF ทั่วโลกยังมีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และปริมาณการถือครองทองคำเพิ่มขึ้นสุทธิ 18 ตัน แม้ AUM จะลดลง 6% จากต้นปี ซึ่งเป็นผลจากราคาทองคำที่ปรับตัวลดลง
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า ความต้องการลงทุนในทองคำผ่าน Gold ETF ยังไม่ได้หายไป แต่แรงซื้อที่เคยแข็งแกร่งในช่วงต้นปีเริ่มชะลอลง โดยกระแสเงินลงทุนกลับมาเป็นลบในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน
สำหรับเงินไหลออกจากกองทุนในอเมริกาเหนือ ได้รับแรงกดดันจากราคาทองคำที่อ่อนตัว ท่าทีเข้มงวดของเฟด ความกังวลเงินเฟ้อ การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ขณะที่เงินไหลออกจากเอเชียส่วนใหญ่มาจากกองทุนในจีน หลังตลาดหุ้นฟื้นตัวและนักลงทุนหันกลับไปหาสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคม Gold ETF ทั่วโลกมีเงินไหลออกประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กองทุน ETF กลุ่มเทคโนโลยีมีเงินไหลเข้าสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2567 สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มปรับพอร์ตกลับเข้าสู่หุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง
อย่างไรก็ตาม World Gold Council ไม่ได้ระบุว่าเงินไหลออกจาก Gold ETF เกิดจากแรงขายทำกำไรเป็นหลัก แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งราคาทองคำที่เคลื่อนไหวในกรอบ ค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง ความคาดหวังต่อทิศทางดอกเบี้ย และการฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยง จึงควรมองว่าเป็นการปรับพอร์ตและความระมัดระวังระยะสั้น มากกว่าจะเป็นการโยกเงินเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีโดยตรงทั้งหมด
อินเดียเจอแรงขายจากภาษีนำเข้า แต่เป็นปัจจัยเฉพาะตลาด
สำหรับตลาดอินเดีย มีปัจจัยแตกต่างจากภาพรวมโลก หลังรัฐบาลปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำจาก 6% เป็น 15% ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 4-6% หลังมาตรการมีผล ทำให้นักลงทุนบางส่วนขายเพื่อทำกำไร ขณะที่ความต้องการทองคำจริงยังอ่อนตัวตามฤดูกาล และตลาดมีอุปทานค่อนข้างมาก
ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า ปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยเฉพาะของตลาดอินเดีย ไม่ใช่สาเหตุหลักของเงินทุนไหลออกจาก Gold ETF ทั่วโลก
ขณะเดียวกัน บรรยากาศการลงทุนยังได้รับแรงกดดันจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่งที่ทยอยปรับลดมุมมองราคาทองคำระยะสั้น ได้แก่ Bank of America, JPMorgan, Deutsche Bank, Goldman Sachs และ HSBC สะท้อนความระมัดระวังต่อแนวโน้มราคา และทำให้นักลงทุนชะลอการเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวน
ธนาคารกลางยังสะสมทองคำ หนุนแนวโน้มระยะยาว
อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลกิจกรรมเดือนพฤษภาคมระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิ 41 ตัน โดยโปแลนด์ซื้อเพิ่ม 18 ตัน ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 64 ตัน และมีทองคำสำรองรวม 614 ตัน
ส่วนจีนซื้อเพิ่ม 10 ตัน ถือเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ทำให้ยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 25 ตัน และมีทองคำสำรองอย่างเป็นทางการประมาณ 2,331 ตัน
นอกจากนี้ อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน และสิงคโปร์ ยังเป็นผู้ซื้อสุทธิ ขณะที่รัสเซียและตุรกีเป็นผู้ขายสุทธิในเดือนเดียวกัน สะท้อนว่าการบริหารทองคำสำรองของแต่ละประเทศยังมีทิศทางแตกต่างกันตามนโยบายและเป้าหมาย
ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า กระแสเงินลงทุนผ่าน Gold ETF และการซื้อทองคำของธนาคารกลางมีแรงขับเคลื่อนต่างกัน โดย ETF มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยระยะสั้น เช่น ราคาทองคำ ดอกเบี้ย Real Yield ค่าเงินดอลลาร์ และความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ขณะที่ธนาคารกลางมักเพิ่มทองคำเพื่อบริหารความเสี่ยงและกระจายทุนสำรองในระยะยาว จึงสะท้อนว่า แม้แรงซื้อระยะสั้นเริ่มชะลอ แต่ความต้องการเชิงโครงสร้างของทองคำยังคงอยู่ โดยเฉพาะจากภาคธนาคารกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อราคาทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว
มองทองคำแกว่งฐาน 3,800-4,260 ดอลลาร์ ลุ้นเป้าปลายปี 5,000 ดอลลาร์
ฮั่วเซ่งเฮงวิเคราะห์ว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มพยายามสร้างฐานในกรอบ 3,800-4,260 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือประมาณ 61,000 บาทต่อบาททองคำ
หากราคาหลุดระดับดังกล่าว มีโอกาสปรับลงทดสอบบริเวณ 3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือประมาณ 59,000 บาทต่อบาททองคำ ก่อนมีโอกาสทยอยฟื้นตัวในช่วงเดือนกันยายน
ส่วนแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ใกล้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน หรือประมาณ 68,000 บาทต่อบาททองคำ หากสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง จะเป็นสัญญาณยืนยันว่าแนวโน้มระยะยาวกลับเข้าสู่ขาขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ฮั่วเซ่งเฮงยังคงประเมินเป้าหมายราคาทองคำปลายปีไว้ที่ 4,900-5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือประมาณ 72,000-73,000 บาทต่อบาททองคำ
ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน ทิศทางราคาน้ำมัน แนวโน้มเงินเฟ้อ ท่าทีของเฟด รวมถึงกระแสเงินลงทุนใน Gold ETF และการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวชี้วัดว่า การชะลอตัวของแรงซื้อระยะสั้นจะกลายเป็นแรงกดดันต่อเนื่อง หรือเป็นเพียงช่วงพักฐานก่อนทองคำกลับมาได้รับแรงสนับสนุนอีกครั้ง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB